posted on 18 Apr 2009 18:50 by naruto-th
ต่อจากตอนที่แล้ว
เข้าสู่ครึ่งหลังญี่ปุ่นยังคงแต้มตามอยู่ 15 แต้ม
และด้วยความสามารถของอากอนทำให้สามารถป้องกันลูกพาสของอเมริกาได้สำเร็จต่าง
จากที่คลิฟฟอร์ดคิดไว้ว่าอากอนจะพยายามเข้ามาเล่นงานตนแต่กลับเป็นว่าอากอ
นยิ่งพยายามป้องกันโซนของตัวเองมากขึ้น
แม้แต่ในทีมญี่ปุ่นเองก็ยังต่างคนต่างคิดเลยว่าอากอนในครั้งนี้ได้พัฒนาตัว
เองให้เข้ากับทีมได้ดีจนเห็นได้ชัด
และนั้นทำให้ทีมป้องกันของญี่ปุ่นในแนวหลังนั้นกลาย
เป็นจุดที่ยากแก้การบุกสำหรับอเมริกามากยิ่งขึ้นเพราะนอกจากชินแล้วก็ยังมี
อากอนที่ยอมเล่นเป้นทีมอีกด้วยจนกลายเป็นแนวป้องกันแบบแข็งแกร่งเหลือเชื่อ
ทันที
แต่ถึงกระนั้นดอนก็ไม่ยอมให้ทีมญี่ปุ่นได้พลิกเกมเอาง่ายๆเช่นเดียวกับคลิ
ฟฟอร์ด
คลิฟฟอร์ด : ชั้นจะสอนให้ดู วิธีจัดการไพ่ของผู้อยู่เหนือสุดอย่างอเมริกา
ฮิรุมะ : คิๆๆ งั้นก็ต้องขอบคุณแล้วสินะ ได้เลยชั้นจะดูนายแนะแนวทาง อาจารย์คลิฟฟอร์ด
เริ่มเกมใหม่แพนเธอร์ก็สามารถทำทัชดาวน์เพิ่มได้อีก
ครั้งทั้งๆที่พุ่งเริ่มครึ่งหลังจนแต้มทิ้งห่างออกไปอีกเป็น 35-13
และเซนะเองก็ยังไม่อาจไล่ตามแพนเธอร์ได้เลยหากแพนเธอร์หลุดเดียวไป
และ
ก็กลับมาโดยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายบุกอีกครั้งและในเกมนี้ก็ยังคงใช้แผนดราก้อนฟราย
ระหว่างฮิรุมะกับอากอนเช่นเดิม
แต่คราวนี้ทันทีคุริตะส่งบอลแพนเธอร์ก็วิ่งเข้ามาเพื่อบลิ๊ทซฮิรุมะและอากอ
นแบบเดียวๆโดยไร้ใครขวาง
พออากอนเห็นว่าแพนเธอร์กำลังวิ่งเข้ามาอากอ
นจึงรีบส่งบอลให้ฮิรุมะทันทีจนเหมือนว่านี้เป็นเพียงกับดักล่อแพนเธอร์เท่า
นั้น
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อแพนเธอร์รีบเปลี่ยนทิศทางของตัวเองไปทางฮิรุมะ
แบบทันที
คลิฟฟอร์ด : ใครจะเป็นเป้าหมายไม่สำคัญ แพนเธอร์นั้นแหละคือไพ่ที่จะเอาชนะได้ด้วยเพียงแค่สปีดเท่านั้นก็ล้มแกได้แล้ว
แล้วในที่สุดฮิรุมะก็จำต้องปาบอลทิ้งทันทีก่อนที่จะ
โดนแพนเธอร์รวบไป
และพอเริ่มเกมใหม่แพนเธอร์ก็วิ่งไปทางอากอนและฮิรุมะอีกครั้งจนทีมญี่ปุ่น
คิดว่าแพนเธอร์คงเล่นแผนเดิมอีกแน่
แต่คราวนี้กลับกลายเป็นว่าแพนเธอร์หยุดรักษาแดนของตัวเองไว้แทนจนฮิรุมะที่
คิดจะพาสจึงต้องรีบเอาอีกมือหยุดบอลทันทีก่อนจะพาสไป
ทั้งหมดนั้นก็คือแผนการหลอกล่อของคลิฟฟอร์ดอีกเช่นกันจนสามารถสกัดแผนทีม
เวิร์คของญี่ปุ่นได้อย่างง่ายๆ
คลิฟฟอร์ด : ฉันชนะได้เสมอถ้าฉันทำให้แกคิดได้ว่า "ฉันอาจจะใช้การ์ดใบนี้ เจ้าหนูฮิรุม่า"
แต่
หลังจากที่คลิฟฟอร์ดพูดจบเซนะก็คิดแผนบางอย่างออกจึงขอปรึกษากับฮิรุมะทันที
และแผนของเซนะก็คือเล่นย้อนศรแผนเดียวกับแพนเธอร์ให้เซนะบลิ๊ทซอย่างเต็มสปี
ดใส่คลิฟฟอร์ด
ฮิรุมะที่ยอมรับเล่นตามแผนของเซนะจนคลิฟฟอร์ดตกใจกำลังโดนเล่นแผนเดียวกันกับที่ตนใช้
ฮิรุมะ : เอาเลยไม่ต้องห่วงว่าโซนป้องกันของนายจะว่าง ปล่อยให้ชินกับอากอนจัดการเอง ถึงจะต้องตายก็ต้องจัดการคลิฟฟอร์ดให้ได้
คลิฟฟอร์
ดที่พอรู้แล้วว่าเซนะจะลุยเข้ามาโดยปล่อยการป้องกันให้อากอนกับชินทาง
คลิฟฟอร์ดเองก็คิดว่าแผนนี้ก็ไม่เลวแต่มันก็เป็นเพียงแค่การเลียนแบบเท่า
นั้น
พอคลิฟฟอร์ดพูดจบคลิฟฟอร์ดก็ใช้ความสามารถของตัวเองที่มีความเร็วแสงเช่น
เดียวกับเซนะพุ่งหลบเซนะไปทันทีจนเซนะตามไม่ทัน
แต่ในตอนนั้นเองที่คลิฟฟอร์ดเตรียมตั้งท่าพาสอีกครั้งหลังจากหลบเซนะมาได้แล้วก็กลับมาเจออากอนกำลังพุ่งเข้ามาตรงหน้า
อากอน : ห๊า.. ใครฟะที่หลุดจากช่องโหว่นะ หึๆๆ ชั้นว่าก็ไม่เลวถ้าแกได้ฝันดีก่อนตาย
ด้วย
คำพูดหลอกล่อของฮิรุมะที่แนบเนียนจนแม้แต่ในทีมญี่ปุ่นด้วยกันยังไม่รู้ว่า
อากอนขึ้นไปบลิ๊ทซเหมือนกับเซนะ
คลิฟฟอร์ดจึงพยายามเอาตัวรอดอีกครั้งด้วยการหมุนตัวหลบการโจมตีของอากอนวน
หนีไปทางด้านหลังอากอน
ฮิรุมะ : หืม.. ชั้นบอกตอนไหนเหรอว่าแผนนี้เป็นการบลิ๊ทซสองคน
ฮิรุมะ : 3 คนต่างหาก
ทันทีที่ฮิรุมะพูดจบชินก็ปรากฎตรงหน้าคลิฟฟอร์ด
ฮิรุมะที่ฟังแผนของเซนะแล้วก็รุ้ว่าไม่มีทางที่เซนะจะล้มคลิฟฟอร์ดได้แน่จึง
เล่นแผนนี้แทน และทางคลิฟฟอร์ดที่เจอ 3
สุดยอดนี้เข้าไปก็ถึงกับหมดทางหนีโดยสิ้นเชิง
ฮิรุมะ : ฉันชนะได้เสมอถ้าฉันทำให้แกคิดได้ว่า "เค้าไม่มีทางใช้การ์ดใบนั้นหรอก อาจารย์ Clifford"
แล้วชินก็ใช้ไทรเด็นแท็คเกิลอัดคลิฟฟอร์ดอย่างเต็มแรงจนสามารถบลิ๊ทซได้สำเร็จ
จบตอน
Credit :
neozero
edit @ 18 Apr 2009 18:56:16 by Naruto Chapter TH
posted on 16 Apr 2009 19:04 by naruto-th
ขอตั้งชื่อตอนหวานๆ
ส่งท้ายอีกซักตอนเป็นการไว้อาลัยให้ดาบอุล ก่อนจะไปพบกับความจริงสุดช็อค
(และค่อนข้างจะหักดิบไปนิด) ในตอนนี้กันนะครับ
ว่าแล้วก็เชิญชม Spoil กันได้เลยครับ :)
เรี่ยวแรงที่จะคงร่างวิญญาณไม่ให้ดับสลายหมดสิ้นลงแล้ว
ที่
เหลืออยู่มีเพียงความรู้สึกราวกับกำลังถูกกัดกร่อนอย่างช้าๆ
เหมือนปราสาททรายท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ ไม่อาจต่อต้านได้ ไม่อาจขัดขืนได้
มีแต่ถูกสายลมพัดจนปลิวกระจายหายไป
ไม่เหลือแม้ร่องรอยว่าเคยมีปราสาททรายอยู่
"หัวใจคืออะไร" เสียงพูดเรียบเฉยเสียงหนึ่งดังอยู่ในอนุสติที่ค่อยๆ เลือนลางของอุลคิโอร่า
น้ำเสียงที่เขาคุ้นเคยดียิ่งกว่าใคร
น้ำเสียงที่เขาใช้ตอบโต้กับทุกผู้ที่อยู่ในคลองสายตา
"ถ้าข้าแหวกอกนั่นออกมาจะเห็นมันอยู่ข้างในหรือไม่? ถ้าข้าผ่ากะโหลกนั่นออกมาจะเห็นมันอยู่ข้างในหรือไม่?"
เสียงถากถางดังก้องอยู่ในหัว
"มนุษย์อย่างพวกเจ้านี่ช่างพูดคำนั้นได้อย่างง่ายดายเหลือเกินนะ ราวกับว่า--------"
...ราวกับว่ามันมีอยู่ ณ ที่นั้นจริงๆ ยังงั้นละ...
ใช่
แล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดอย่างนั้นจริงๆ เชื่อว่าสิ่งใดที่ดวงตามองไม่เห็น
สิ่งนั้นย่อมไม่มีอยู่จริง
เป็นเพียงมายาโง่เง่าที่พวกมนุษย์อุปโลกน์ขึ้นเพียงเพื่อปลอบโยนหัวใจอัน
อ่อนแอของตนเองเท่านั้น
เป็นสิ่งไร้สาระเสียยิ่งกว่าเศษทรายที่ติดในซอกรองเท้า
ทว่า ณ
ห้วงเวลานี้ เมื่อคำพูดเหล่านั้นย้อนกลับมาสู่อุลคิโอร่าอีกครั้ง
เขากลับรู้สึกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มันกระตุ้นให้เขาทำในสิ่งที่แม้ตัวเองก็ไม่อยากเชื่อว่าจะมีวันทำ
เขายกมือขวาของตนยื่นตรงไปยังเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า เด็กสาวที่เขาเคยถากถางอย่างเย็นชาด้วยคำพูดเหล่านั้น
อิโนะอุเอะ โอริฮิเมะ...
"อา...อย่างนี้เองรึ"
อุลคิโอร่าบอกกับตัวเองในใจ ขณะที่ผัสสะทั้งหลายค่อยๆ พร่าเลือน
เริ่มจากดวงตาที่เริ่มมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากแสงสีขาวเจิดจ้า
บดบังดวงหน้างดงามของเด็กสาวจนไม่อาจมองเห็น
มีเพียงสัมผัสเบาบางจากปลายนิ้ว...ที่ร่วนป่นเป็นฝุ่นทรายภายหลังสัมผัสนั้น...ที่บอกว่าเด็กสาวยังอยู่ตรงนั้น
"ที่อยู่ในฝ่ามือนี้...คือหัวใจ...อย่างนั้นสินะ..."
นั่นเป็นห้วงคำนึงสุดท้ายของอุลคิโอร่า ซีเฟอร์... ก่อนที่แสงสว่างสีขาวจะบดบังทุกอย่าง ทั้งหัวใจและวิญญาณ ให้ดับสิ้นไปชั่วนิรันดร์
------------------------------------------------------------
ตัด
ไปทางยามี่ที่กำลังเผชิญหน้ากับลูเคีย แช้ด
และเร็นจิอยู่ภายใต้ยอดโดมของลาส์ นอเช่
ความตายของอุลคิโอร่าก็ได้ถ่ายทอดให้คนทั้งหมดได้รับรู้
ยามี่ยืน
เซ่อพูดไม่ออกไปชั่วขณะเมื่อได้รู้ว่าเพื่อนคู่หูร่างเล็กของตนบัดนี้หา
ชีวิตไม่แล้ว ก่อนจะหันไประบายความแค้นกับผนังข้างตัวจนระเบิดตูม
"เว้ย~~~!!" เอสปาด้าลำดับโหล่แหกปากเสียงดัง "กะว่าจะขยี้ไอ้พวกนี้ให้เละก่อนค่อยไปช่วยแท้ๆ! ดันเท่งทึงไปก่อนแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้แล้วน่ะเซ่..."
เจ้าอารันคาร์ร่างยักษ์เดาะลิ้นขัดใจครั้นหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
"
ไม่พอมือเอาซะเล้ย... พลังกดดันวิญญาณที่อุตส่าห์ทั้งกินทั้งนอนสะสมไว้
ต้องเอามาใช้บี้ไอ้ขยะพวกนี้ ก็ใช้ไม่หมดกันพอดีน่ะสิโว้ย!!!"
พร้อมๆ
กับเสียงตะโกนนั้น จู่ๆ ร่างของยามี่ก็ขยายใหญ่ขึ้นยิ่งกว่าเดิม
กล้ามเนื้อปูดโปนจนเสื้อขาดกระจุย
เผยให้เห็นร่างท่อนบนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยกล้ามเหมือนเหล็กเส้นมัดหนา
แช้ด
แสดงความกังวลอีกครั้งเมื่อเห็นว่ายามี่สามารถขยายร่างตัวเองได้แบบไม่มี
สาเหตุ แต่เร็นจิกลับรู้สึกงั้นๆ เมื่อเห็นรอยสักบอกลำดับ 10
ที่ไหล่ของยามี่ เขาหันไปถามเพื่อนอีก 2
คนว่าระหว่างทางที่มาได้สู้กับศัตรูระดับเอสปาด้าบ้างมั้ย
"...เคย" ลูเคียตอบ
"...ก็ไม่ถึงขนาดจะเรียกว่าสู้ได้" แช้ดว่า
"เรื่องผลแพ้ชนะช่างมัน ข้าเองก็ใช่ว่าจะชนะซะเมื่อไหร่" เร็นจิบอกเมื่อได้ยินคำตอบของทั้งสองคน "
แต่เจ้านี่น่ะลำดับต่ำกว่าเจ้าพวกที่เราเคยเจอมาซะอีกนะ
มัวแต่หงอกะอีแค่ขนาดตัวก็ทำอะไรไม่ได้เลยน่ะซี่ รีบๆ จัดการให้จบๆ
แล้วไปเก็บเจ้าอิจิโกะกลับมาดีกว่า"
พูดจบ เร็นจิก็ยกดาบขึ้นตั้งท่าพร้อมสู้จ้องไปยังยามี่ ขณะที่ยามี่แผดเสียงอย่างเดือดดาลเมื่อได้ยินคำพูดสบประมาทของเร็นจิ
"จะจัดการข้างั้นเรอะ!? ขยะอย่างพวกเจ้าเนี่ยนะ!? อย่าพูดให้ขำดีกว่าโว้ย"
คำรามจบ ยามี่ก็ฉกมือวูบ กระชากดาบฟันวิญญาณที่คาดเอวไว้ออกจากฝัก แล้วแผดเสียงประกาศปลดปล่อยดาบดังสนั่น
"จงขยี้ให้ไม่เหลือซาก อีร่า!!!!" (อสูรเกรี้ยวกราด)
บังเกิด
เสียงระเบิดปานฟ้าผ่าดังขึ้นจากดาบฟันวิญญาณ
พร้อมกับที่ร่างของยามี่ขยายออก
กลายสภาพจากร่างมนุษย์ไปเป็นร่างในสภาพปลดปล่อยในชั่วพริบตา
ร่าง
นั้นยังคงลักษณะของอารันคาร์ยามี่คนเดิมไว้แทบทุกส่วน
ผิดแต่ร่างกายที่ขยายใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า
กางเกงฮากามะสีขาวหายไป เหลือแต่เตี่ยวขนสัตว์สีดำตัวเดียวปิดกันอุจาดไว้
สองขาเปลี่ยนรูปจากขาคนไปเป็นขาสัตว์กีบขนาดใหญ่ประเภทช้างหรือแรด
สองแขนตรงช่วงปลายตั้งแต่ข้อมือยันข้อศอกมีปุ่มดำๆ ตะปุ่มตะป่ำติดอยู่เต็ม
ข้อศอกสองข้างมีบางอย่างคล้ายท่อนกระดูกกลมเกลี้ยงทุกด้านราวกับผ่านการกลึง
งอกทะลุออกมา
บนแผ่นหลังมีท่อนกระดูกคล้ายหนามสีดำงอกออกมาตามแนวกระดูกสันหลัง
ด้านหลังเชื่อมต่อกับลำตัวลงไปมีบางอย่างคล้ายกับลำตัวของสัตว์เลี้ยยคลาน
ผสมกับสัตว์หลายขานอนขนานอยู่กับพื้นดิน
ตรงส่วนปลายมีหางคล้ายหางจิ้งเหลนขนาดใหญ่ตวัดไปมาเหมือนแส้
ที่ปลายหางเป็นลูกตุ้มติดปุ่มกระดูกดำๆ
ตะปุ่มตะป่ำสำหรับบดขยี้เหยื่อหรืออะไรก็ตามที่ฟาดลงไปให้แหลกลาญย่อยยับลง
ได้
แต่อะไรก็ไม่ทำให้ทั้ง 3 ตกตะลึงได้เท่ากับรอยสักเลข 10
บนไหล่ซ้าย...ที่บัดนี้เลข 1 ลบเลือนไปจนหมด เหลือแต่เพียงเลข "0"
ตัวเดียวเท่านั้น!!!!
"...ก็แล้วใครบอกกันล่ะ ว่าหมายเลขของเอสปาด้าทั้ง 10 ตนคืออันดับ 1 ถึงอันดับ 10?" เจ้ายามี่เอ่ยปากตอบสีหน้าตื่นตะลึงของพวกลูเคียทั้ง 3 คน "
หมายเลขของเอสปาด้าน่ะ เค้านับตั้งแต่เลข 0 ถึงเลข 9 โว้ย
ข้าน่ะเป็นเอสปาด้าเพียงตนเดียวที่เมื่อสะสมพลังจนปลดปล่อยดาบอย่างสมบูรณ์
ได้เมื่อไหร่ หมายเลขบอกลำดับจะเปลี่ยนไป"
พูดถึงตรงนี้ เจ้าปีศาจยักษ์ก็เงื้อกำปั้นขวาขึ้นสูง เกร็งกำลังแน่นเตรียมฟาดลงไปได้ทุกเมื่อ แล้วประกาศกึกก้อง
"ข้า ซีโร่เอสปาด้า (เอสปาด้าลำดับ 0) ยามี่ ริยัลโก้"
-----------------------------------------------------------------------
ตัด
ฉากมายังการต่อสู้ระหว่างหัวหน้าหน่วยกับเอสปาด้าอันดับ 1 ถึง 3
บนโลกมนุษย์ ฮิซึกายะถูกพลังรุนแรงของฮาริเบล เอสปาด้าลำดับ 3
ซัดเปรี้ยงจนกระเด็นลอยหวือลงไปฟาดกับพื้นดินเสียงดังสนั่น
แรงปะทะทำเอาฝุ่นดินฝุ่นหินบริเวณนั้นถึงกับฟุ้งกระจายออกไปหลายสิบเมตรรอบ
ทิศทาง
"แค่นี้เองรึ ระดับพลังของหัวหน้าหน่วย" เอสปาด้าหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยปากค่อนขอด "งั้นข้าจะปิดบัญชีเดี๋ยวนี้ละ"
พูด
จบ
ฮาริเบลก็เปลี่ยนท่าจับดาบจากถือปลายดาบขึ้นมาเป็นเอาปลายดาบลงหันคมไปข้าง
หน้า (คล้ายๆ ตอนไอเซ็นเอาดาบเคียวขะซุยเงสึออกมาโชว์ครั้งแรก)
พร้อมกับประกาศปลดปล่อยดาบทันที
"------------จงทำลาย"
ยัง
ไม่ทันที่ฮาริเบลจะประกาศชื่อดาบจบ ก็บังเกิดสิ่งประหลาดขึ้น
น้ำจำนวนมหาศาลพุ่งขึ้นมาจากทางด้านหลังของฮาริเบล
แล้วถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์อันบ้าคลั่ง!!
หักดิบกันดีแฮะตอนนี้ จู่ๆ ให้ดาบยามี่เลื่อนขั้นปรู๊ดเดียวจากอันดับโหล่สุดเป็นอันดับสูงสุดเฉยเลย
อ่าน
แวบแรกก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าถ้ายามี่เก่งขนาดนั้นจริง
ทำไมตอนเจอกันบนโลกมนุษย์ครั้งแรกสุดถึงโดนอิจิโกะเล่นงานจนแทบเอาตัวไม่รอด
ได้ แต่พอมาอ่านบทพูดของยามี่ในตอนนี้ถึงค่อยพออนุมานได้ว่า "ยามี่นั้น
จะเก่งได้ต้องสะสมพลังงานด้วยการกิน + นอน + วิธีอื่นๆ
ให้ได้ถึงระดับหนึ่งเสียก่อน
ถึงจะแสดงพลังระดับสุดยอดออกมาให้เห็นเป็นขวัญตา"
ใช้พลังหมดเมื่อไหร่ก็แฟบเหลือแค่ตอนเจออิจิโกะครั้งแรกเท่านั้น พูดง่ายๆ
คือ ถ้าสะสมพลังเต็มปุ๊บ จะเก่งกว่าใครแม้แต่เอสปาด้าอันดับ 1
แต่ถ้าหมดก๊อกเมื่อไหร่ก็อ่อนสุดๆ ยิ่งกว่าใครในกลุ่มนั่นแหละ
การให้ยามี่มีหมายเลขประจำตัวเป็นเลข 0 ที่บังหน้าด้วยเลข 10
ก็คงหมายความถึงเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเหมือนกัน
แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็แปลว่าพวกลูเคียยังพอหาทางเอาตัวรอดได้ละครับ (ทำศึกยืดเยื้อจนกว่าดาบยามี่จะถ่านหมด)
ซึ่งจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ คงต้องรอดูตอนต่อๆ ไปครับ
อนึ่ง
ใครอ่านตรงฉากที่โอริฮิเมะยื่นมือไปหาอุลคิโอร่าในตอนนี้อาจรู้สึกแปลกๆ
ไม่มากก็น้อย เพราะตอนที่แล้วผมเขียนไว้ว่า "ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสกัน"
แต่มาตอนนี้กลับเขียนให้ดาบอุลรู้สึกถึงสัมผัสจากปลายนิ้วของโอริฮิเมะเฉย
ซึ่งเป็นเพราะภาพในเล่มที่แล้วมันทำดูเหมือนนิ้วไม่ทันได้สัมผัสกันเลย
แต่พอมาดูภาพของเล่มนี้
ภาพมันเหมือนโอริฮิเมะเอื้อมมือไปแตะถูกนิ้วดาบอุลแล้วกำลังจะงอนิ้วกุมไว้
แต่มือของดาบอุลก็สลายเป็นฝุ่นไปในจังหวะนั้นพอดี ดังนั้นพอเขียน Spoil
ตอนนี้เลยเขียนตรงนี้ใหม่ไปด้วยเลยน่ะครับ
หวังว่าคงไม่ทำให้ทุกท่านสับสนกันนะครับ
ปล. - "อีร่า (Ira)" ชื่อดาบฟันวิญญาณของยามี่ในตอนนี้เป็นภาษาสเปนแปลว่า "ความโกรธเกรี้ยว (Wrath)" ครับ (ไม่ตั้งชื่อเป็น ตะกละ - Gluttony ไปซะเลยล่ะ...คงไม่ได้แฮะ เพราะเป็นชื่อดาบของอาโรนีโร่ไปแล้วนี่นะ)
ปล.
2 - คำประกาศปลดปล่อยดาบของฮาริเบลนั่นผมแปลไปงั้นก็จริง
(เพราะความหมายคำมันแปลไปทำนองนั้นได้) แต่จะถูกหรือไม่ แก้ยังไง
คงต้องรอดูตอนหน้าที่ได้เห็นสภาพปลดปล่อยของฮาริเบลอีกทีนะครับ
Credit :
Drake
edit @ 17 Apr 2009 20:58:03 by Naruto Chapter TH
posted on 14 Apr 2009 21:26 by naruto-th
นางาโตะและนารุโตะเผชิญหน้ากัน
แท่งดำ 2 แท่งพุ่งออกมาจากที่นั่งของนางาโตะ
และปักเข้าที่หน้าอกของนารุโตะ
นางาโตะใช้แท่งพวกนั้นแสดงให้นารุโตะเห็นภาพการตายของจิไรยะและคาคาชิ... นางาโตะคิดว่าเค้าจะสามารถควบคุมนารุโตะ แต่ก็กลับทำไม่ได้
โคนัน: "ขนาดเข้าใกล้ได้ขนาดนี้ มันกลับต้านจักระนางาโตะได้ เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดา!"
นารุโตะบอกว่านี่เป็นแผนของเค้าเอง และตากบของนารุโตะก็เริ่มผสานกับตาแบบจิ้งจอกเก้าหาง
นารุโตะ: ยังไงก็ยกโทษให้ไม่ได้ มายุติเรื่องบ้าๆนี่ซักที!
นารุโตะเริ่มโจมตีนางาโตะแต่แล้วกลับหยุด...และถามนางาโตะเรื่องอดีตของนางาโตะว่าทำไมถึงต้องเกลียดชัง(โคโนะฮะ)ขนาดนี้
นางาโตะเริ่มเล่าให้ฟัง
นางาโตะ: "ชั้นเคยรู้สึกถึงความเจ็บปวด..แค่สองครั้ง.. ครั้งแรกคือตอนที่พ่อแม่ชั้นถูกฆ่าตาย"
และก็เริ่มย้อนอดีต (ม่องแน่แล้วเพนเอ้ยยย)
ระหว่าง สงครามนินจา ครอบครัวชั้นพยายามจะหนี ..เราซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนึง แต่แล้วนินจา2คนก็เข้ามาในบ้านเพื่อหาเสบียงที่อาจหลงเหลืออยู่.. แม่บอกให้ชั้นซ่อนให้มิด และแล้วทั้งพ่อและแม่ก็จู่โจมเข้าใส่นินจาพวกนั้น แต่สุดท้ายกลับถูกพวกมันฆ่าตาย.. จากนั้นก็พบนางาโตะเข้า และรู้ว่าจริงๆแล้วพ่อแม่ของนางาโตะไม่ใช่พวกกองกำลังนินจาจึงบอกว่าพวกเค้า ไม่รู้ว่ายังมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในสนามรบนี้ด้วย
หนึ่งในนั้นพูดขึ้น: "ขอโทษด้วยนะเจ้าหนู"
ทันใดนั้นด้านนอกก็เกิดขึ้นพายุฝน แสงสว่างจากฟ้าผ่าทำให้สัญลักษณ์บนที่คาดหน้าผากปรากฏชัด...นินจาโคโนะฮะ !
นางาโตะ: "อา!!!!!!!!!!!!!!!"
เนตรสังสาระปรากฏขึ้น
edit @ 17 Apr 2009 20:58:57 by Naruto Chapter TH